โพสเมื่อ 02/03/2015 เวลา 5:01 pm
จำนวนครั้งที่เช้าชม : 29160

กระทรวงศึกษาธิการ ปัดฝุ่น โครงการคุรุทายาท เริ่มปีการศึกษา 2558

 

Untitled-1_28

(ภาพต้นฉบับจาก http://www.onec.go.th/onec_backoffice/uploaded/Newseducation/2IMG_8983.jpg )

 

           วันนี้ (26 มีนาคม 2558) รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา  แถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการโครงการ “คุรุทายาท”  ณ ห้องประชุมภุชงค์ เพ่งศรี ชั้น 2 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

           รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล ได้แถลง รายละเอียดการดำเนินงานโครงการ “คุรุทายาท” ที่มีระยะยาว 15 ปี (พ.ศ.2558 – 2572) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อผลิตครูให้ตรงกับความต้องการใช้ครูที่แท้จริง และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในฐานะเป็นผู้บรรจุครูในอนาคตโดยตรง

           โครงการ “คุรุทายาท” จัดทำขึ้นเพื่อผลิตครูระบบปิดในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลน หล่อหลอมสร้างต้นแบบให้ได้ครูที่มีความรู้ทางวิชาการ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพเข้มข้น และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครูอย่างแท้จริง โดยรับสมัครจากนักศึกษาสายวิชาชีพครูที่ศึกษาคณะคุรุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ที่ผ่านการคัดเลือกด้วยระบบกลางพร้อมกันทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษามีการประกันการมีงานทำ เพื่อหวังสร้างแรงจูงใจดึงดูด “คนดี คนเก่ง” ให้เข้ามาศึกษาวิชาชีพครู

           สำหรับแนวทางการผลิตบัณฑิตครูนั้น แบ่งเป็น

           1.หลักสูตรระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) รับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนสาขาวิชาชีพครู และได้รับการรับรองมาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการผลิตปริญญาทางการศึกษา หลักสูตร 5 ปีของคุรุสภา ทั้งนี้การคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการเป็นไปตามมาตรฐาน หรือตามที่คณะกรรมการคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตและนักศึกษาทุนโครงการฯ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด

           2.หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู (หลักสูตร 1 ปี) ผู้รับทุนจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ยกเว้นวิชาชีพครู โดยเลือกเข้าศึกษาในสาขาวิชาและสถาบันอุดมศึกษาที่โครงการฯ กำหนด โดยเน้นสาขาวิชาที่จะผลิตครู ได้แก่ ประถมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ สังคมศึกษา ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ การศึกษาพิเศษ เพื่อรองรับหน้าที่ครูในสังกัด สพฐ. และสาขาวิชาชีพ เช่น ก่อสร้าง ไฟฟ้า เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ การตลาด บัญชี เป็นต้น รองรับหน้าที่ครูในสังกัด  เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด

           ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของโครงการ “คุรุทายาท” ประเภทกลุ่มผู้เข้าเรียนวิชาชีพครูใหม่ ผลิตครูจำนวน 10 รุ่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 – 2572 รวมจำนวน 58,000 คน (จำแนกตามสาขาวิชา คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 43,900 คน และอาชีพ จำนวน 14,100 คน)

           รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล ยังได้กล่าวถึง เงื่อนไขผูกพัน แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

           1.การให้ทุนการศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมระหว่างเรียนและประกันการมีงาน เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาและพื้นที่ขาดแคลน ตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด โดนบรรจุเข้ารับราชการครู ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ซึ่งนักศึกษาที่ได้รับทุนรูปแบบนี้จะเป็นนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในเขตพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจ พื้นที่ที่ขาดแคลนครูมาก พื้นที่ชายขอบ พื้นที่ในเขตพิเศษเฉพาะกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดปัญหาขาดครูในพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากไปเป็นครู อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาโยกย้ายภายหลังการบรรจุเข้ารับราชการด้วย และ

           2.ประกันการมีงานทำเมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาและพื้นที่ขาดแคลนตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด โดยการบรรจุเข้ารับราชการครู ในสถานศึกษาที่ขาดแคลนครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ตามภูมิลำเนาของนักศึกษา หรือตามที่หน่วยงานผู้ใช้งานกำหนด

 

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

กระทรวงศึกษาธิการ ปัดฝุ่น โครงการคุรุทายาท เริ่มปีการศึกษา 2558

(ภาพต้นฉบับจาก http://www.moe.go.th/websm/2015/mar/DSC_9284.jpg 

 

           สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ รายงานวันนี้(18 มี.ค. 2558) พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินโครงการคุรุทายาท ซึ่งจะนำกลับมาดำเนินการอีกครั้งหนึ่งในปีการศึกษา 2558 โดยได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมว่า การดำเนินการที่ผ่านมามีปัญหาหรือจุดอ่อนอย่างไร เพื่อนำมาปรับแก้ ลดช่องว่าง และจุดอ่อนให้เหลือน้อยที่สุด เช่น หลักเกณฑ์เดิมกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.0 ทุกภาคการศึกษา หากไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็ต้องออกจากโครงการฯ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะลดหลักเกณฑ์ลงมา แต่อาจจะไปพิจารณาในรายละเอียดว่ากลุ่มสาระวิชาใดที่พอจะลดหย่อนเกณฑ์ลงมาได้ หรือกลุ่มสาระวิชาที่มีความจำเป็นก็จะคงหลักเกณฑ์เดิมอยู่ เป็นต้น

           นอกจากนี้ อีกประเด็นปัญหาหนึ่งคือ เรื่องของอัตราที่จะบรรจุภายหลังการสำเร็จการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเมื่อผู้เรียนจบการศึกษาแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้เตรียมอัตราไว้ให้ ทำให้ไม่สามารถบรรจุได้และต้องไปทำงานอื่น ดังนั้นจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีก โดยจะมีการเตรียมอัตราที่ว่างจากอัตราเกษียณในแต่ละปีไว้รองรับทุกราย รวมทั้งต้องพิจารณารายละเอียดในเรื่องของค่าใช้จ่าย การมอบทุนการศึกษา และการรับประกันการมีงานทำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขาดแคลนครู ในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร ก็จะพยายามนำนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่หรือภูมิลำเนานั้นมาเข้าโครงการ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็กลับไปปฏิบัติงานในภูมิลำเนาของตน

          สำหรับอัตราบรรจุ คาดว่าได้มีการกำหนดจำนวนไว้ประมาณ 58,000 อัตรา รองรับการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 10 รุ่น ภายใน 15 ปี (ครอบคลุมจำนวนปีที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ เริ่มศึกษาจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา) โดยขอให้พิจารณาจำนวนอัตราบรรจุใหม่ให้สอดคล้องกับจำนวนครูที่จะเกษียณ เนื่องจากมีข้อมูลว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูในสังกัด สพฐ.จะเกษียณประมาณ 2 แสนคน และ สกศ.ได้คำนวณแล้วว่าจะต้องใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาทในการเริ่มดำเนินโครงการ โดยจะมุ่งเน้นในพื้นที่ที่มีการขาดแคลนครู พื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดารก่อน เมื่อดำเนินการจัดทำรายละเอียดครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการ เพื่อเริ่มดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2558

 

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

           สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ รายงานวันนี้(2 มี.ค. 2558) พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 ณ กระทรวงศึกษาธิการ ว่า การประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ คือ เรื่องการผลิตครู ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงเห็นว่าควรนำ “โครงการคุรุทายาท” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเคยดำเนินการได้ดีอยู่แล้วและทุกคนเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างดี โดยให้นำกลับมาทำใหม่ให้มีผลในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น “โครงการเพชรในตม” ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ “โครงการครูพันธุ์ใหม่” ซึ่งเคยดำเนินการมาแล้วและได้ผลดีเช่นกัน

           สำหรับโครงการคุรุทายาทนั้น ในหลักการแล้วจะคัดเลือกเด็กที่มีความตั้งใจอยากจะเป็นครู เด็กเก่ง เด็กดี โดยให้ทุนการศึกษาและมีหลักประกันในการมีงานทำเมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพื่อให้มาเป็นครู มีอัตรารองรับให้กลับไปทำงานในภูมิลำเนา ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมนำข้อมูลสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในหลักการในการดำเนินโครงการนี้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2558 โดยให้ สพฐ.กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการในปีงบประมาณนี้ เริ่มต้นพิจารณาจากจำนวนครูที่จะเกษียณหรือขาดในแต่ละกลุ่มสาระวิชา โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าควรมีปริมาณเท่าไร แต่คงไม่ได้นำมาทั้งหมด เพราะต้องเปิดไว้สำหรับผู้ที่เรียนสาขาอื่นแต่ต้องการเป็นครูให้สามารถแข่งขันเข้ามาได้ด้วย การดำเนินการในเบื้องต้นให้เริ่มคัดเลือกเด็กที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีนี้และนักศึกษาปี 4-5 ในมหาวิทยาลัยที่ต้องการจะเป็นครู ว่าจะนำมาบรรจุในโครงการนี้ได้อย่างไร โดยให้คิดในเชิงรูปธรรม ทั้งด้านงบประมาณและจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

         รมว.ศึกษาธิการ กล่าวสรุปว่า โครงการคุรุทายาทเป็นโครงการที่ดี สอดคล้องกับการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการนี้ที่กระทรวงศึกษาธิการเคยทำ เนื่องจากมีการดำเนินโครงการลักษณะนี้ในโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ของพระองค์

 

P'Dome