โพสเมื่อ 24/03/2015 เวลา 9:21 pm
จำนวนครั้งที่เช้าชม : 87335

เปิดใจ “เด็กซิ่ว” บนเส้นทางสู่ แพทย์-ทันตแพทย์ กสพท

 

1656_2

 

          หลังจากที่ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท) ประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ 13 สถาบัน และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต คณะทันตแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน ปีการศึกษา 2558 ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ประกอบกับ โครงการรับตรง มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ต่างทยอยประกาศผลกันไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน  

         พี่โดมขอแสดงความยินดีกับน้องๆที่ผ่านการคัดเลือก เป็นอันว่าผลแห่งความพยายามที่น้องๆสั่งสมมาได้บรรลุผลแล้ว และในทุกการสอบคัดเลือกเมื่อมีผู้สมหวัง ก็ย่อมต้องมีผู้ผิดหวัง พลาดหวังเช่นเดียวกัน สำหรับน้องๆที่ไม่ผ่านการคัดเลือก พี่โดมคงไม่อาจหาถ้อยคำใดๆมาชดเชยให้กับความเสียใจของน้องๆได้ แต่พี่โดม อยากให้น้องทุกคน ยังมีความหวังต่อไป เหมือนกับเรื่องราวของน้องๆ ”เด็กซิ่ว” 3 คน ที่เคยผ่านความเสียใจเช่นเดียวกันกับน้องๆมาแล้ว แต่มาวันนี้ “เด็กซิ่ว”  3 คน กลับมาคว้าความสำเร็จ บนเส้นทางสู่ แพทย์-ทันตแพทย์ กสพท ของพวกเขา

 

แนะนำตัวเองหน่อยจ้ะ

 

1656

 

           น้องกานต์ : นาย กานต์ แซ่อึ้ง ครับ ชื่อเล่น กานต์   จบมาจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล( สตรีวิทยา3 ) เกรดเฉลี่ยตอนจบ ม.6  = 3.84 

           น้องพี : สวัสดีครับ ชื่อ นายพิเชฐ พงศ์พินทุสร ชื่อเล่นชื่อ พี ครับ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี เกรดเฉลี่ยตอนจบ ม.6 = 3.94 ครับ

           น้องออย : ชื่อศิริพร นามสกุลอรุณรัศมีโชติ  ชื่อเล่น ออย  จบ ม.6 จาก โรงเรียนราชินี  เกรดเฉลี่ยตอนจบ ม.6  = 3.81 

 

 

ซิ่วครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ และก่อนหน้านี้เคยเรียนที่ไหนมาบ้าง

           น้องกานต์ : เป็นการซิ่วครั้งแรกหลังจากเป็นเฟรชชี่ใสๆครับ แต่หน้านี่นำไปไกลแล้ว 5555 ก่อนหน้านี้เรียนที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

           น้องพี : เพิ่งซิ่วปีนี้เป็นครั้งแรกครับ ระหว่างที่เตรียมตัวสอบก็เรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยครับ เรียนที่ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

           น้องออย : เป็นการซิ่วครั้งแรกค่ะ ก่อนหน้านี้เรียน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคชีววิทยา(pure biology)

 

 

เล่าให้ฟังหน่อยว่า ตอนเป็นเด็ก ม.6 ใช้ชีวิตยังไงบ้าง เตรียมตัวสอบยังไงบ้าง ผลที่ได้มันเป็นยังไง และเราคิดว่าเราทำผิดพลาด ทำไม่เต็มที่ หรือไม่พร้อมตรงไหน

           น้องกานต์ : เริ่มรู้ตัวว่าต้องเตรียมตัวสอบเมื่อตอน ม.6 เทอม 1 แต่ในตอนนั้นยังมีคอร์สเรียนพิเศษที่อัดเข้ามาถาโถมมาก ซึ่งนอกจากจะต้องเรียนที่โรงเรียนให้เข้าใจแล้ว ยังต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนในวันจันทร์ถึงศุกร์ พอกลับมาถึงบ้านก็หมดแรงเรียบร้อย(ออกแนวขี้เกียจ) ทั้งไม่ได้ทำการบ้าน ทบทวนสิ่งที่เรียนมา ผลสุดท้ายคือตัวเองสอบไม่ติด เมื่อย้อนกลับมามองตัวเองก็พบว่าเราวางแผน ตารางเวลาต่างๆไม่ดี รวมถึงความรับผิดชอบที่ไม่เพียงพอครับ

           น้องพี : ผมจำช่วงเวลาตอนนั้นไม่ค่อยได้แล้วด้วยสิ ผ่านมานาน 55555 แต่เท่าที่จำได้คือในตอนนั้นผมยังไม่ได้จริงจังกับการสอบ กสพท เท่าไหร่ คืออยากสอบติด แต่ไม่ค่อยพยายามอะ (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับน้องๆ -.,- ) อ่านหนังสือน้อย ทำโจทย์น้อย คือมันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น แต่ไม่มากพอที่จะช่วยให้สอบติด แล้วช่วงนั้น ม.6 ก็มีงานมีอะไรต่างๆเยอะด้วยครับ ผมเองในตอน ม.ปลาย ก็ทำกิจกรรมของโรงเรียนอยู่หลายงานพอสมควร ยิ่งพอมีภาระงานต่างๆเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นงานกิจกรรมนั่นนี่ การบ้าน รายงาน ฯลฯ และการแบ่งเวลาไม่ดีของตัวผมเอง จริงๆแล้วก็มีในส่วนของการเลือกอันดับที่ผิดพลาดด้วย เพราะในปีที่แล้วคะแนนผมที่ออกมาก็ปรากฏว่าถึงอยู่สถาบันหนึ่ง แต่ด้วยการคาดเดาแนวโน้มคะแนนผิดไปในตอนที่สมัคร เลยไม่ได้เลือกสถาบันนั้นไป ผลสรุปก็คือสอบไม่ติดครับ

            น้องออย : 

            จริงๆต้องบอกก่อนว่า หนูรู้ตัวเองว่าอยากเข้าคณะแพทย์มาตั้งแต่จะเลือกเรียนแผนวิทย์ค่ะ แต่มาแน่ใจเอามากๆหลังจากไปเข้าค่ายเปิดเสื้อกาวน์ของวชิระตอน ม.4  ก็เรียกว่าเรารู้ตัวเองมาตั้งแต่ ม.4 แล้วค่ะ แต่ด้วยความที่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเตรียมตัว คิดอยู่ตลอดว่าอีกตั้งนาน เหลือเวลาอีกเยอะ ก็เพิ่งเริ่มมาจริงจังตอน ม.6 เทอม 2 เองค่ะ

            ช่วงปิดเทอมใหญ่ ก่อนขึ้น ม.6 และ ม.6 เทอม 1 ไปเรียนคอร์สเอนท์วิชาที่ชอบค่ะ ชอบวิชาไหนก็เรียน อันไหนไม่ชอบทั้งๆที่ยังไม่ได้ก็ไม่เรียนค่ะ ตอนนั้นคิดว่า วิชาไม่ชอบจะไว้เก็บ 3 เดือนสุดท้าย หนังสิอและแบบฝึกหัดก็ทำแค่วิชาที่ชอบ แล้วก็ยังคงทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ ยังไม่จริงจังอะไรกับการสอบมากนัก

            ช่วงปิดเทอมเล็ก เริ่มไปเรียนวิชาที่ไม่ถนัด คือเลข และพบว่า เราลืมเนื้อหาไปเกือบหมดเลย เท่ากับสตาร์ทใหม่หมด ก็รู้ตัวเลยค่ะว่าแย่แน่ เพราะสอบตรงทุกที่ คะแนนเลขก็แย่มากๆ ก็รู้ว่าต้องทำเลขค่ะไม่งั้นไม่เกิน 30 แน่ๆ เรียกว่าเรียนเลข แปดโมงเช้ายันสี่โมงเย็น อ่านต่อถึงตีสองตีสามเลยค่ะช่วงนั้น วิชาทั้งชอบ และพอเรียนได้ก็ทิ้งเลยค่ะ มาทุ่มกับเลข วิชาอื่นอ่านผ่านๆแทบไม่ได้แตะค่ะ แถมยังมารู้ทีหลังว่าฟิสิกส์ที่เคยสอบได้คะแนนดีที่โรงเรียนนี่ เป็นเพราะทำโจทย์ไปก่อนสอบ แต่เราไม่ได้เข้าใจอะไรมันจริงๆเลย พอมารู้ตัวว่าฟิสิกส์ก็ไม่น่าจะรอด ก็ไปเรียนไม่ทันแล้วค่ะ ได้แค่ทำโจทย์ข้อสอบเก่าเท่านั้น

            ช่วง ม.6 เทอม 2  ยังเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก คล้ายๆช่วงปิดเทอมเล็ก แต่หนักกว่าเพราะไปโรงเรียนด้วย แล้วช่วงนี้เครียดมากๆ เพราะพอเอาข้อสอบมาทำ คะแนนไม่ดีเลย หลายวิชาก็คะแนนตกลงจากปกติเพราะแทบไม่ได้แตะ ทั้งๆที่คิดไว้ว่าจะเอาเป็นวิชาเด่นนำคะแนน รวนไปหมดเลยค่ะ  

            วันสอบ นี่สติแตกค่ะ ลงมาจากสอบเลขแล้วเราร้องไห้เลย ร้องจนไข้ขึ้น พอทำวิชาอื่นต่อก็แย่ไปหมดเลยค่ะ

            ช่วงหลังสอบ พอเห็นคะแนนครบทั้งหมด ตอนแรกคำนวณไว้ก็ทำใจค่ะว่า ไม่ติดแล้วศิริราชที่อยากได้ แต่น่าจะได้ที่รองๆนะ เพราะเทียบคะแนนกับปี 56 มันก็ติดอันดับ 2 ด้วยซ้ำ แต่จริงๆตอนดูคะแนนก็แอบคิดแล้วค่ะว่า ถ้าเราเตรียมตัวมาดีกว่านี้ เลขก็จะไม่แย่เท่านี้ และไม่ได้ไปดึงวิชาอื่นลงด้วย คือที่ไม่ได้ ก็ไม่ได้คะแนนดีมาก ที่เคยได้ก็กลายเป็นแย่ลง แล้วตอนอ่านวิเคราะห์คะแนนเป็นอะไรที่แย่มากค่ะ เพราะเรารู้สึกเหมือนมีอะไรมาบอกว่าไม่ติดหรอก เลยขอเงินคุณแม่ไปเรียนฟิสิกส์หน่อยค่ะ ไปเรียนทั้งๆที่ผลมันยังไม่ออก แล้วก็ไม่ติดจริงๆค่ะ ขาดอีกไม่ถึงคะแนนจะติดกสพทค่ะ

 

 

เมื่อเป็น เด็กซิ่ว ใช้ชีวิตยังไงบ้าง เตรียมตัวสอบยังไงบ้าง และแตกต่างยังไงกับตอนเป็นเด็ก ม.6

           น้องกานต์ : 

          เริ่มต้นชีวิตเด็กซิ่วคือเมื่อประกาศผล กสพท แล้วรู้ตัวว่าไม่ติด อาจจะมีเสียใจบ้างแต่เป็นคนไม่ฟูมฟายและฟื้นตัวเร็ว รู้ว่าเราควรเอาเวลานี้ไปเตรียมตัวสอบดีกว่ามานั่งเสียใจ

          หลังจากได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองว่าเราประมาท วางแผนชีวิตได้ไม่ดีพอ ก็เริ่มลงมือหาข้อมูลก่อนว่าการซิ่วแบบไหนเหมาะกับตัวเอง หลักๆที่หาเจอคือ “อยู่บ้านอ่านเตรียมตัวสอบไปเลย1ปี ” หรือ “ เรียนมหาลัยไปเตรียมตัวสอบไป ” แต่สุดท้ายแล้ว ตัวก็เองก็เลือกที่จะเรียนและเตรียมตัวสอบไปพร้อมๆกัน ด้วยเหตุผลว่า

           1.การไปเรียนมหาลัยทำให้เราได้เพื่อน นอกจากเราจะไม่เหงาแล้ว เรายังได้พบเจอคนอีกหลายๆประเภท ซึ่งจะฝึกให้เรารู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม

           2.เนื้อหาเทอม 1 ของมหาลัยเป็นสรุปชั้นยอด และผู้ออกข้อสอบส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาลัยด้วยเช่นกัน

           3.ได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากในชีวิตจริงเราจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าเรียนอย่างเดียว

           **ทั้งนี้ การเตรียมตัวสอบแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด**

 

            น้องพี : 

            หลายๆคนบอกว่า หากจะซิ่วก็ควรจะหยุดอยู่บ้านไปเลยแล้วตั้งใจอ่านหนังสือซิ่วให้เต็มที่ เพราะถ้าเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยก็เหมือนกับจับปลาสองมือ โอกาสสอบติดน่าจะน้อยลง แต่เอาเข้าจริงแล้วผมโลภมากครับ อยากทำโน่นทำนี่หลายอย่าง สุดท้ายผมเลยแทบจะทำตรงข้ามกับที่ใครๆเค้าบอกเลย 5555 แบบทั้งเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย เทอม 1 ไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมที่คณะก็เข้าร่วมแทบทุกกิจกรรม แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นเฮดหลักของงานอะไรนะครับ แค่มีส่วนร่วมกับงานนั้นๆ มากบ้างน้อยบ้างไปตามประสา (มีบางกิจกรรมที่กลับก่อนเพราะเลิกดึก เพราะบ้านผมอยู่ไกลจากจุฬาฯ ใช้เวลาเดินทางนาน) คือกิจกรรมต่างๆที่ผมเข้าร่วมมันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำด้วยครับ อย่างพวกรับน้องหรืออะไรพวกนั้น

            โดยส่วนตัว ย้ำว่าโดยส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องเลิกทำบางอย่างเพื่อไปทำอีกอย่างนะครับ เราสามารถทำอะไรหลายๆอย่างไปพร้อมกันได้ แต่เราต้องแบ่งเวลาให้เป็น และต้องยอมรับว่า เมื่อเราทำหลายอย่างไปพร้อมๆกัน เราก็ต้องเหนื่อยกว่าคนที่เขาทุ่มเททำแค่อย่างเดียว ถ้าเราทำ 2 อย่างก็ต้องเหนื่อยกว่า 2 เท่า ทำ 3 อย่างก็ต้องเหนื่อยกว่า 3 เท่า แต่ถ้าเรายอมเหนื่อยกว่าคนอื่นเพื่อทำในสิ่งที่ชอบหรืออยากจะทำ แล้วผลมันออกมาสำเร็จตามเป้าหมายไปทุกอย่างมันรู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆเลยครับที่ตัวเองทำได้  ซึ่งในการทำหลายอย่างพร้อมกันผมเองก็ยอมรับครับว่ามันจะดีไปหมดทุกอย่างไม่ได้แน่นอน เป้าหมายของผมในตอนนั้นคือแค่เพียงว่าได้ทำกิจกรรมที่อยากทำแล้วมันออกมาไม่แย่ แล้วก็ซิ่ว กสพท ติดที่ไหนก็ได้ที่เลือกไว้ใน 4 อันดับก็พอใจแล้วครับ

            ส่วนในเรื่องของการเตรียมตัวสอบก็คือ หาก่อนเลยว่า จากปีที่แล้ว เราทำข้อสอบเรื่องไหนได้ไม่ดี เจาะเป็น “เรื่อง” นะครับไม่ใช่ “วิชา” เพราะใน 1 วิชาจะมีหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องผมก็โอเคกับมันแล้ว ก็มาหาว่าเรายังทำไม่ดีในเรื่องไหน และจะแก้ไขยังไงได้บ้าง หรือเรื่องไหนเราไม่ไหวจริงๆ ก็เลือกที่จะปล่อยทิ้งไปบางเรื่อง คือเน้นทำความเข้าใจไปเป็นเรื่องๆและทำโจทย์แต่ละเรื่องให้เข้าใจในระดับหนึ่ง แล้วค่อยไปทำโจทย์แบบรวมทุกเรื่องเพื่อจับเวลาและจำลองสถานการณ์การสอบจริงครับ ซึ่งต่างจากตอนม.6 คือ ตอนนั้นผมพยายามอ่านเนื้อหาให้จบทั้งหมด และทำแต่โจทย์รวม ซึ่งเอาเข้าจริงก็อ่านไม่ทันและได้ทำโจทย์ไปน้อย และที่ผลออกมาว่าสอบไม่ติดก็ยิ่งทำให้รู้ว่าวิธีนี้มันไม่เหมาะกับผม 5555

             ลักษณะการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ต่างจาก ม.6 อย่างสิ้นเชิงเลยครับ ต้องขยันจริงๆถึงจะอยู่รอด บางครั้งผมก็ลำบากใจนะ เคยมีความรู้สึกว่าไม่อยากอ่านเนื้อหามหาวิทยาลัยแล้ว อยากอ่านเนื้อหา ม.ปลายเพื่อซิ่ว อย่างเดียว แต่ผมก็ทิ้งการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะถ้าเกิดว่าผมซิ่วไม่ติดก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องตั้งใจเรียนที่นี่ไว้ด้วยเพื่อไม่ให้เกรดแย่มาก ซึ่งการไม่ให้เกรดแย่มากนี่คือยากมากครับ ผมก็ต้องเลือกด้วยเหมือนกันว่าในวิชาของมหาวิทยาลัย วิชาไหนที่ผมไม่ไหวจริงๆและทิ้ง วิชาไหนที่พอจะช่วยดึงเกรดขึ้นได้บ้าง ต้องค่อยๆประคับประคองตัวเองไปเรื่อยๆ เกรดเทอม 1 ก็ออกมาตามสภาพครับ แต่ผมก็พอใจกับมันนะ 5555

 

            น้องออย : พอเรารู้แน่ๆว่าเราต้องซิ่ว ก็พักหลังผลออก 1 สัปดาห์แล้วกลับมาลุยเลยค่ะ เราก็มานั่งทบทวนว่าเราผิดพลาดอะไรไป วิชาไหนต้องไปปรับก่อน เรียงลำดับว่าอะไรควรแก้ก่อนแก้หลังค่ะ นำกระดาษมาแปะกำแพงห้องนอน เขียนไว้ว่าในแต่ละวิชาต้องทวนอะไร เรียนอะไร ทำแบบฝึกหัดเล่มไหน แต่ละอย่างต้องเสร็จเมื่อไร ทำเสร็จก็จะไปขีดออก ถ้าช่วงไหนขี้เกียจ ก็เขียนแปะเพิ่ม ทำนองขี้เกียจแต่คนอื่นอ่านอยู่นะ ยอมแพ้ไม่ได้ ทำนองนี้ค่ะ

 

 

รู้สึกกดดันหรือได้รับแรงกดดันอะไรบ้าง จากการที่เราเป็น เด็กซิ่ว ที่ต้องเตรียมตัวสอบอีกครั้ง รวมถึงเวลาไปลงสนามสอบจริงๆ และเราจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

           น้องกานต์ : แรงกดดันเดียวที่ได้รับคือแรงกดดันที่มาจากตัวเอง เพราะเป็นคนที่อยากบรรลุไปถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งแรงก็ดันนี้จะค่อยๆลดลงเนื่องจากเราเตรียมตัวมาพร้อมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ถามว่ามีแรงกดดันจากครอบครัวบ้างมั้ย?  ขอตอบว่าแทบจะไม่มีเลย หรือมีเพียงแค่นิดเดียว เพื่อไว้ใช้ผลักดันเราไปข้างหน้า เหตุผลที่แรงกดดันจากครอบครัวแทบไม่มีเลย เพราะ ได้มีการปรึกษาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว และมีการวางแผนที่ดีขึ้น ซึ่งครอบครัวก็เชื่อมั่นว่าเราจะไปถึงจุดๆนั้นได้ และคอยเป็นกำลังใจมาโดยตลอดครับ

            น้องพี : 

           จริงๆการเป็นเด็กซิ่วมันก็มีแรงกดดันรอบด้านอยู่แล้วนะผมว่า ทั้งจากตัวเอง พ่อแม่ คนรอบข้าง ฯลฯ แต่โชคดีที่ผมไม่ค่อยมีแรงกดดันจากคนรอบข้างเท่าไหร่ คุณพ่อคุณแม่ผมเข้าใจและสนับสนุนครับ ส่วนใหญ่แรงกดดันมันเลยจะเกิดมาจากตัวผมเองมากกว่า และมักจะเกิดช่วงที่กำลังเตรียมตัวสอบ มันจะเป็นอารมณ์วิตกจริตแบบว่า “เราทุ่มเทมากพอหรือยัง” อะครับ ไม่ว่าจะเป็น เราอ่านมากพอหรือยัง ทำโจทย์มากพอหรือยัง ถ้าเจอโจทย์ยากกว่านี้จะทำได้มั้ย พอฝึกทำโจทย์แล้วทำไม่ทันบางครั้งก็จะเฟล คิดไปว่าแล้วเวลาสอบจริงจะทำทันมั้ย หรือบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงอารมณ์พวก “เพราะอ่านไม่จริงจังแบบนี้ไง ปีที่แล้วถึงสอบไม่ติด” ฯลฯ มันฟุ้งซ่านมากจริงๆครับ  หลายๆครั้งผมก็คิดนะว่าขนาดผมต้องทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันยังฟุ้งซ่านขนาดนี้ ถ้าตอนนั้นผมเลือกจะหยุดอยู่บ้านและอ่านหนังสือซิ่วอย่างเดียวผมคงฟุ้งซ่านมากกว่านี้จนไม่เป็นอันอ่านหนังสือแน่ 555 ส่วนในสนามสอบจริงๆ ผมไม่ค่อยกดดันนะครับ เพราะเคยสอบมาแล้ว พอรู้บรรยากาศในห้องสอบมาบ้างแล้ว

          ส่วนวิธีแก้ความกดดันของผมคือ ถ้ารู้สึกกดดันขึ้นมาเมื่อไหร่ หยุดครับ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำโจทย์ หรืออะไรก็ตาม หยุดทุกอย่าง ตั้งสติ หายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกไปทำอย่างอื่น เล่นโทรศัพท์บ้าง เล่นคอมบ้าง หาอะไรกินบ้าง ฯลฯ พอจิตใจสงบมากขึ้นค่อยกลับมาอ่านต่อครับ

            น้องออย : โชคดีค่ะที่ครอบครัวหนูไม่กดดันเลย คุณแม่ไม่อยากให้เหนื่อยค่ะ เลยไม่ว่าอะไร แต่ความกดดันมันเกิดจากตัวเราเองค่ะ คนรอบข้างมีแต่คนให้กำลังใจ บอกเรากดดันตัวเองมากเกินไป แต่เรารู้สึกว่า ชีวิตเราเกิดมายังไม่เคยทำตามเป้าหมายที่ดูยากเกินตัวมากๆสำเร็จเลย อยากลองทำตามความฝันตัวเองแบบสุดๆดู หนูลบไลน์และพวกโซเชียลทิ้งหมดเลย ตั้งแต่วันแม่ปีที่แล้วอะค่ะ เรียกว่าปิดไปครึ่งปี  คนที่ติดต่อหนูได้คือคนสนิทเท่านั้น เวลาลงสนามสอบจริงในปีนี้ กลับไม่รู้สึกกลัวแบบปีที่แล้วค่ะ เพราะเราเดินเข้าห้องสอบด้วยความรู้ ไม่ว่าจะเป็นใครดูเก่งมาจากไหน หนูก็ไม่จิตตกแล้วค่ะ

 

 

ในแต่ละช่วงของการเตรียมสอบ เราแบ่งเวลายังไงบ้าง

           น้องกานต์ : 

           เริ่มต้นช่วงที่ไม่ติดแพทย์ ก็เริ่มหาข้อมูลก่อนว่าคณะไหนที่เราสามารถได้ทั้งเวลาและความรู้ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็เริ่มหาข้อมูลคร่าวๆว่าเราเหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนจะสอบ 7 วิชาสามัญและความถนัดครั้งต่อไป โดยส่วนตัวในเวลาทั้งหมดแบ่งเป็น เก็บเนื้อ 30% ของเวลาทั้งหมด และ ทำข้อสอบ 70% ของเวลาทั้งหมด (อันนี้แล้วแต่คน แต่อยากให้ทุ่มน้ำหนักไปกับการทำข้อสอบให้มากๆครับ) เพราะคิดว่าปีก่อนหน้านี้เราใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนมากเกินไปจนไม่ได้ทำข้อสอบ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากๆๆๆๆ

           มาเจาะลงลึกขึ้นอีกหน่อยนึง ใน 7 วัน แบ่งเป็น วันธรรมดา 5 วัน และ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ 2 วัน ซึ่ง ในวันธรรมดาจะมีการเรียนในตอนเช้า(แล้วแต่คณะและมหาลัยที่แอดมิชชันเข้าไป) หลังจากกินข้าวแล้วก็เฮฮากับเพื่อนเสร็จแล้ว ในตอนบ่ายก็เริ่มไปห้องสมุดในทันที เพื่อเก็บเวลาอ่านหนังสือทำข้อสอบให้ได้มากที่สุด มีพักบ้างเป็นช่วงๆ และพักยาวๆคือกินข้าวเย็น หลังจากนั้นจึงมาอ่านต่อรอช่วยพี่พนักงานปิดห้องสมุดกันเลยทีเดียวครับ

           ส่วนวันหยุด อาจจะตื่นสายได้นิดหน่อยเพราะเป็นรางวัลที่เราทุ่มเทมาตลอด 5 วันธรรมดา เริ่มกินข้าว แล้วจึงเดินทางไปห้องสมุด เรียกได้ว่าห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 2 เลยครับ 55555 เมื่ออ่านถึงตอนเย็นแล้ว อาจจะกลับมาที่หอแล้วทำกิจกรรมอื่นๆเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนครับ

           น้องพี : 

           ช่วงแรกๆผมแทบไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการซิ่วเลยครับ ทำแต่เรื่องของคณะตลอด ทั้งเรียน ทั้งกิจกรรม ได้ทำแค่อ่านเนื้อหาซิ่วแบบผ่านๆไปพร้อมๆกับเรียนเนื้อหามหาวิทยาลัยไปด้วย เพิ่งมาจริงๆจังๆตอนช่วงใกล้จบเทอม 1  เองครับ โชคดีที่ผมเป็นรุ่นแรกที่มหาวิทยาลัยเลื่อนเปิดเทอมเป็นเดือนสิงหาคม และปิดเทอมช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งทำให้ได้อ่านทบทวนก่อนที่จะสอบจริงในเดือนมกราคมพอดี พอปิดเทอมแล้วผมก็เลยทำตารางเลยครับ สำรวจเวลาก่อนว่า จาก ณ ตอนนี้จนถึงวันสอบเราเหลือเวลาแค่ไหน กี่สัปดาห์ แล้วแต่ละวันเราสามารถอ่านได้แค่ไหน ช่วงเวลาไหนบ้าง แล้วก็ค่อยมาเลือกว่า ในช่วงเวลานี้เราอยากอ่านวิชาอะไร โดยเฉลี่ยๆ ให้แต่ละวันมีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์ และให้เมื่อรวมทั้งหมดจนถึงวันสอบแล้ว ได้อ่านทบทวนในปริมาณตามที่สำรวจไว้ตอนแรกว่าเรื่องไหนต้องทบทวนแค่ไหน นี่เป็นตารางการอ่านหนังสือของผมในตอนนั้นครับ

พี่ ตาราง

         แต่ผมเองก็ทำตามตารางนี้ไม่ได้แบบเป๊ะๆทั้งหมดนะครับ ช่วงปิดเทอมผมใช้เวลาค่อนข้างสิ้นเปลืองมากเลย นอนดึก ตื่นสาย ทำตามตารางที่วางไว้ได้แค่ประมาณ 20% (อย่าเอาเป็นแบบอย่างนะครับ T^T) 

           น้องออย : 

           เราใช้เวลาอ่าน 1 ปีเต็มค่ะ

           3 เดือนแรก แก้ไขจุดบอดค่ะ ไปเรียนฟิสิกส์ เรียนให้เข้าใจไม่ใช่ท่องสูตร รื้อคณิตมาทำทีละบท(เพราะได้เรียนก่อนสอบรอบแรกไปแล้ว) และก็ทำวิชาอื่นคั่นค่ะ 1 สัปดาห์จะต้องอ่าน 5 วิชา ไทยสังคมไม่ได้ทำในช่วงนี้ค่ะ

           3 เดือนต่อมา เริ่มทำโจทย์เพราะเก็บเนื้อหาครบแล้วค่ะ แต่ยังไม่เริ่มจับเวลา และยังอ่านแค่ 5 วิชาเหมือนเดิม

           มหาวิทยาลัยเทอม 1 เราไม่ค่อยได้ไปเข้าร่วมทำกิจกรรมอะไรที่คณะเท่าไรค่ะ ตอนเรียนก็ถอนวิชาแลป ออกตั้งแต่ต้น ไปเรียนแต่เลคเชอร์ การบ้านเลคเชอร์ทำให้ครบค่ะ และตั้งใจเรียนในห้องให้มาก การลดแลปทำให้ตอนบ่ายว่าง จะใช้เวลาช่วงบ่ายไปหาพี่ติวค่ะ ถ้าบ่ายไหนว่างก็จะไปนั่งอ่านหนังสือแทน เรียนจนสอบมิดเทอมเพื่อพิจารณาค่ะว่าเราดีขึ้นไหม ในหลายๆวิชา แล้วปรากฏว่าคะแนนออกมาดี ก็หยุดไปเรียนเลยค่ะ แต่ไม่ได้ดรอป เรียกว่าโดดค่ะ 555 ช่วงที่เตรียมสอบความถนัดก็ยังอ่าน 7 วิชาควบคู่ไปด้วยค่ะ แต่จะลดลงนิดหน่อย

           หลังหยุดไปมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ทำโจทย์เยอะมากๆค่ะ บางทีทำเคมีเกิน 100 ข้อต่อวัน เลขกับฟิสิกส์ก็จะประมาณ 50 ข้อ ใน 1 วันจะทำแบบฝึกหัด 3 วิชาค่ะ วนๆไปใน 5 วิชาที่บอก อย่างภาษาอังกฤษ เราจะไปเดินดูที่ศูนย์หนังสือจุฬา 1 เล่มทำ 3-7 วันแล้วแต่ อ่านเฉลยด้วย พอหมดก็ไปซื้อใหม่ค่ะ

           เดือนธันวาคม ทำโจทย์อย่างเดียวแล้วค่ะ เป็นช่วงเก็บตกความรู้ อันไหนไม่รู้เราก็จดขึ้นมา แล้วดูบ่อยๆ เช่นรถติดก็อ่านไป กินข้าวก็นั่งดู ทำนองนี้ค่ะ ส่วนข้อสอบก็ทำแล้วจับเวลา ฝึกการบริหารเวลา ถ้าข้อไหนผิดเพราะสะเพร่า จะวงสีแดงไว้ใหญ่ๆเลยค่ะ เพราะต่อให้ทำได้ เราสะเพร่าก็ไม่ได้คะแนน ข้อสอบก็ตีความว่าเราไม่รู้อยู่ดี มันน่าเสียดายค่ะ แต่ข้อไหนทำถูกก็ดูเฉลยละเอียดอยู่ดีนะคะ ให้แน่ใจว่าเราไม่ได้ฟลุ๊คถูก หรือมีวิธีที่เร็วและดีกว่า

           เดือนมกราคม พอเปิดปีใหม่มา ก็ไปเรียนสังคมค่ะ ใช้เวลาเรียนอยู่ 8 วัน และทวนที่เรียนตลอดเวลาค่ะ ให้คุณแม่ช่วยดูด้วย ภาษาไทยก็ไปขอให้เพื่อนที่เรียนอักษรช่วยติวให้ค่ะ ช่วงนี้ทำแต่ข้อสอบเก่า 7 วิชา ทำแบบจับเวลา และทำสมาธิเกือบทุกคืนค่ะ

 

 

นอกจากอ่านหนังสือแล้ว ชอบทำอะไร ทำกิจกรรม ทำงาน หรือมีความชอบความสนใจ ในเรื่องอะไรบ้าง

           น้องกานต์ : กิจกรรมที่ชอบทำหลักๆคือ ฟังเพลง เล่นดนตรี และเรียนภาษาเพิ่มเติมครับ มีกิจกรรมอื่นๆบ้างคือไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เซ็นเตอร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อผ่อนคลายแล้วยังได้สุขภาพที่ดีด้วยครับ

           น้องพี : ผมชอบดนตรีครับ ชอบร้องเพลง แต่เล่นเครื่องดนตรีอะไรไม่เป็นเลยครับ 55555 เวลาว่างๆ หรือเบื่อๆ จากการอ่านหนังสือในช่วงปิดเทอมก็จะเปิดเพลงตาม Youtube ฟัง ร้องตามไปเรื่อยเปื่อย ( เฉพาะช่วงปิดเทอมนะครับ เพราะช่วงเปิดเทอมนี่เวลานอนยังแทบหาไม่ได้ =_=” ) แล้วผมก็ติดโซเชี่ยลด้วย ผมว่าผมติดมากเกินไปด้วยนะ บางทีเล่นๆไปรู้สึกตัวอีกทีก็เสียเวลาฟรีๆไปหลายชั่วโมงแล้ว โกรธตัวเองในตอนนั้นเหมือนกัน เฮ้อ 555 หรือบางครั้งถ้าเกิดอารมณ์ศิลปินขึ้นมาก็จะนั่งวาดรูปครับ

           น้องออย : ส่วนตัวเป็นคนที่งานอดิเรกเยอะมากค่ะ ก็จะมี เล่นเปียโน วาดรูป เย็บผ้า ทำขนม ค่ะ อย่างในช่วงสอบเองก็ยังมีดูหนังบ้างนะคะ แต่เราดูให้มีประโยชน์ คือดูหนังภาษาอังกฤษ แบบไม่เปิดซับไตเติล ก็ช่วยฝึกการฟังเราได้ค่ะ

 

 

ทำไมอยากเรียนแพทย์-ทันตแพทย์ ทำไมต้องติด กสพท ให้ได้

           น้องกานต์ : ด้วยเหตุผลหลักๆคือตัวเองชอบเรียนรู้และศึกษากลไลร่างกายต่างๆของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกับเรามาตั้งแต่ก่อนเราจะเกิด จวบจนมีชีวิตถึงปัจจุบัน แต่เรากลับรู้เรื่องเกี่ยวกับมันน้อยมาก เลยอยากศึกษาต่อในด้านนี้ครับ เหตุผลอื่นๆคือ เป็นคนที่ชอบแบ่งปันความรู้สึกดีๆและช่วยเหลือผู้อื่น โดยเราจะได้สิ่งตอบแทนบางอย่างกลับมาคือความสุขทางใจ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดูจับต้องไม่ได้แต่มันคุ้มค่ามาก

           น้องพี : คือตัวผมเองมีความชอบด้านศิลปะอยู่บ้าง แต่จะให้ไปมุ่งทางด้านศิลปะตรงๆเลยผมก็ไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น หรือจะให้เรียนทางวิทย์หนักๆไปเลยผมก็ไม่ไหว แล้วพอดีว่าตอน ม.5 ผมได้ไปงานจุฬาฯวิชาการ ได้ไปดูในส่วนของคณะทันตแพทยศาสตร์ พอได้ดูการทำงานต่างๆแล้วก็เลยรู้สึกชอบครับ รู้สึกว่าการเรียนคณะนี้ได้ใช้ความรู้และทักษะทั้ง 2 ด้านไปด้วยกัน แล้วอาชีพทันตแพทย์นั้นก็เป็นอาชีพที่มั่นคงทั้งในด้านรายได้และหน้าที่การงานด้วย จากตอนนั้นก็เลยทำให้มีแรงบันดาลใจที่อยากจะเป็นทันตแพทย์ครับ

           น้องออย : ความรู้สึกที่อยากเรียนแพทย์ของหนูไม่ได้เริ่มมาจากการอยากช่วยเหลือคนค่ะ แค่ตอนเด็กๆชอบไปโรงพยาบาล ชอบดูคุณหมอทำงานค่ะ รู้สึกว่ามันสนุก พอได้ไปเข้าค่ายที่ศิริราช ตอน ม.5 ก็รู้สึกว่าที่นี่อยู่แล้วรู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก ก็เลยอยากเข้ามาเรียนที่นี่ค่ะ และที่ต้องติดกสพทก็เพราะว่า เราไม่มีสิทธิ์สอบเข้าโควตา ถ้าอยากเรียนที่นี่ก็ต้องกสพทเท่านั้นค่ะ อีกอย่างไม่เคยมองคณะไหนสำรองไว้เลยค่ะ ในใจเลือกไว้ว่าจะเรียนหมอ ก็หมอมาอย่างเดียวเลย

 

 

กสพท ปีการศึกษา 2558 ที่เพิ่งประกาศผลติดที่ไหน ได้คะแนนรวมเท่าไหร่

           น้องกานต์ : ติดคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ครับ คะแนนรวม 65.7323

           น้องพี : ติดคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ได้ 62.2962 ไม่ได้เยอะมากมายอะไรแต่ก็พอใจและภูมิใจครับ

           น้องออย : ติดศิริราชค่ะ  คะแนนรวมได้ 75.2922

 

 

4 อันดับใน กสพท เลือกอะไรบ้าง 

           น้องกานต์ : 

กาน อันดับ

           น้องพี : จากที่มีประสบการณ์การเลือกที่ผิดพลาดมาแล้วในปีที่แล้ว ปีนี้ผมเลยสนใจเรื่องแนวโน้มคะแนนน้อยลงครับ 5555 คือก็เอามาวิเคราะห์ด้วยเหมือนกัน แต่เหตุผลหลักๆที่เลือกคือความอยากเรียนตรงๆเลยครับ 4 อันดับที่เลือกไปก็มี

พี อันดับ

           น้องออย : 

                      อันดับที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

                      อันดับที่ 2 คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

                      อันดับที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                      อันดับที่ 4 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า (หญิง)

 

 

คะแนน 7 วิชาสามัญ และ คะแนนวิชาเฉพาะ กสพท ได้เท่าไหร่ 

           น้องกานต์ : 

กาน คะแนน 2

กาน คะแนน

 

           น้องพี :  ผมไม่เก่งคณิตครับ 5555 โดนคณิตดึงคะแนนลงไปเยอะมากเลย เศร้า TT

 

พี คะแนน

 

           น้องออย : 

ออย คะแนน

 

 

 

อยากฝากอะไรถึงเพื่อน น้องๆที่ผิดหวังกับ กสพท แล้วคิดอยากจะซิ่วบ้าง

           น้องกานต์ : ถ้าคิดจะซิ่ว ต้องหาให้เจอก่อนว่า “ปัญหา” ของตัวเองคืออะไร? ไม่เช่นนั้นต่อให้มีเวลาเพิ่มขึ้นกี่ปีก็ตาม ถ้า “ปัญหา” ที่มีอยู่ยัง “ไม่ได้รับการแก้ไข”  ไม่มีทางติดแน่นอน เพราะฉะนั้น อยู่กับตัวเองให้มากๆ ไตร่ตรองให้ดีๆแล้วปรับปรุงแก้ไขทันทีนะครับ  อย่าลืมว่าเราเสียเวลาอีก 1 ปีแล้ว ยังจะอยากเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกหรอ?

            ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆแล้วก็น้องๆที่ผิดหวังกับรอบ กสพท ปีนี้ และอย่าลืมว่า คนเรามีฝันได้ไม่ผิด แต่เราจะผิดก็ต่อเมื่อเราไม่รับผิดชอบความฝันของตัวเองครับ

           น้องพี : ก่อนอื่นเลยคืออยากให้น้องๆทบทวนตัวเองให้ดีครับ ว่าต้องการจะซิ่วแน่ๆหรือเปล่า หรือเป็นแค่เพียงอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดจากความผิดหวังในปีนี้  เพราะการจะซิ่วมันเหนื่อยมากจริงๆนะครับ ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางการซิ่วแบบไหนมันก็จะมีความกดดันในแบบของมันเองทั้งนั้น อย่างถ้าเลือกที่จะอยู่บ้านอ่านหนังสือไปเลย ก็ต้องเจอความกดดันจากการที่ต้องอยู่คนเดียว ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ หรือถ้าเลือกจะเรียนคณะอื่นไปด้วย ก็ต้องกดดันและเหนื่อยกับการทำอะไร 2 อย่าง (หรืออาจจะมากกว่านั้น) ไปพร้อมๆกันโดยทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ แล้วการซิ่วก็ไม่มีอะไรรับประกันด้วยว่าเราจะติด ถ้าสมมติว่าซิ่วไม่ติดแล้วคิดว่าจะยอมรับความเจ็บปวดแบบเดิมซ้ำอีกครั้งไหวมั้ย รวมถึงระหว่างที่เตรียมตัวซิ่วก็จะมีความรู้สึกแย่ๆอื่นๆประดังเข้ามาอีกมาก คิดว่าจะทนไหวหรือเปล่า ฯลฯ ซึ่งถ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะซิ่วก็อยากฝากไว้ว่า เป็นเด็กซิ่วต้องอดทน โดนความรู้สึกแย่ๆต่างๆพุ่งชนต้องไม่ตายครับ 

           น้องออย : อยากให้น้องๆลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า ใจจริงๆเราอยากเรียนหมอแค่ไหน หรือแค่อยากสอบติดเพื่อเอาไว้อวดอ้างว่าตัวเองเก่ง ถ้าน้องรักมันจริงๆ น้องจะทำทุกอย่างให้สุดความสามารถเอง การที่เราเตรียมตัวมาไม่พร้อม ขยันไม่พอ หรือขยันไม่ถูกทาง แล้วมัวแต่โทษระบบสอบ โทษข้อสอบยาก พี่ว่าน้องๆต้องปรับทัศนคติใหม่ พี่เองก็เคยคิดว่าหมอจะสอบเลขกับฟิสิกส์และสังคมไปเพื่อ? ทำไมใช้ตั้ง 7 วิชา? อย่าลืมนะคะ วันข้างหน้าเข้าไปเรียน มันหนักกว่านี้อีก ถ้าที่ทำอยู่นี้ยังทนไม่ได้ต้องลองถามตัวเองใหม่ ว่าอยากได้มันจริงๆหรือ พี่จะคอยเป็นกำลังใจให้ แล้วหวังว่าจะได้พบกันในฐานะนักเรียนแพทย์นะคะ 

 

 

ถ้าจะให้คนอื่นๆจดจำเราได้ อยากให้คนอื่นๆจดจำในฐานะอะไร หรือ ในรูปแบบไหน

           น้องกานต์ : อยากให้จดจำในฐานะเด็กซิ่วคนนึง ที่พยายามอดทนและฝ่าฟันอุปสรรคมาโดยตลอดครับ :)

           น้องพี : ในฐานะของคนธรรมดาๆทั่วไปคนนึงมั้งครับ เพราะผมคิดว่าการที่คนเราได้มาเจอกัน ได้ทำอะไรๆร่วมกัน มันก็ต้องมีทั้งความทรงจำที่ดีและไม่ดีต่อกันอยู่แล้ว ซึ่งจะให้เลือกจำแต่ส่วนดีหรือส่วนไม่ดีมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก จำได้ในฐานะอะไรหรือรูปแบบไหนก็จำเถอะครับ 55555

           น้องออย : แค่จำได้ก็ดีใจแล้วค่ะ 555 แต่อยากให้รู้ว่าเราทำได้คนอื่นๆก็ทำได้ค่ะ จำเราในด้านที่ขยันด้านที่ดี แล้วลองไปปรับใช้ดู ส่วนอะไรที่เราเคยทำมาแล้วมันแย่ ก็มองไว้เป็นตัวอย่างค่ะ ว่าไม่ควรทำตาม

 

 

พี่โดมแนะน้อง

           - น้องออย ยังเปิดเพจให้คำแนะนำในการเตรียมสอบ ติดตามได้ที่ Olivia’syndrome คลิกที่นี่

 

 

P'Dome